วันอังคารที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2567

การใช้สารนิทัศน์เพื่อประเมินพัฒนาการเด็ก (Documentation for Young Children)

 การใช้สารนิทัศน์เพื่อประเมินพัฒนาการเด็ก (Documentation for Young Children)

            การจัดทำสารนิทัศน์ (Documentation) เป็นการจัดทำข้อมูลที่เป็นหลักฐานหรือแสดงให้เห็นร่องรอยของการเจริญ เติบโต พัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยจากการทำกิจกรรมทั้งรายบุคคลและรายกลุ่ม ซึ่งหลักฐานและข้อมูลที่บัน ทึกเป็นระยะๆ จะเป็นข้อมูลอธิบายภาพเด็ก สามารถบ่งบอกถึงพัฒนาการทั้งด้าน ร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา สารนิทัศน์เป็นการประมวลผลที่แสดงให้เห็นถึงกระบวนการจัดการเรียนการสอนของครูและร่องรอยผลงานของเด็ก จากการทำกิจกรรมที่สะท้อนถึงพัฒนาการในด้านต่างๆ การ จัดทำสารนิทัศน์จึงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการวัดและประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย ซึ่งมีหลายรูปแบบ ได้แก่

พอร์ตโฟลิโอสำหรับเด็กเป็นรายบุคคล เช่น การเก็บชิ้นงานหรือภาพถ่ายเด็กขณะทำกิจกรรม มีการใช้แถบ บันทึก เสียง แถบบันทึกภาพแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าในงานที่เด็กทำเป็นต้น

การบรรยายเกี่ยวกับเรื่องราวหรือประสบการณ์ที่เด็กได้รับ เช่น การสอนแบบโครงการ (Project Approach)สามารถให้สารนิทัศน์เกี่ยวกับพัฒนาการเด็กทุกด้าน ทั้งประสบการณ์การเรียนรู้ของเด็กและการสะท้อนตนเองของครู รูปแบบการบรรยายเรื่องราวจึงมีหลายรูปแบบ อาจได้จากการบันทึกการสนทนาระหว่างเด็กกับครู เด็กกับเด็ก การบันทึกของครู การบรรยายของพ่อแม่ผู้ปกครองในรูปแบบหนังสือหรือจดหมาย แม้กระทั่งการจัดแสดงบรรยายสรุปให้เห็นภาพการเรียนรู้ทั้งหมด

การสังเกตและบันทึกพัฒนาการเด็ก เช่น ใช้แบบสังเกตพัฒนาการ การบันทึกสั้น เป็นต้น

การสะท้อนตนเองของเด็ก เป็นคำพูดหรือข้อความที่สะท้อนความรู้ ความเข้าใจ ความรู้สึกจากการสนทนาการอภิปรายแสดงความคิดเห็นของเด็กขณะทำกิจกรรม ซึ่งอาจบันทึกด้วยแถบบันทึกเสียงหรือแถบ บันทึกภาพ

ผลงานรายบุคคลและรายกลุ่ม ที่แสดงให้เห็นถึงการเรียนรู้ ความสามารถ ทักษะจิตนิสัยของเด็ก ครูที่ชำนาญจะนำผลงานของเด็กมาใช้ดูพัฒนาการและกระบวนการทำงานของเด็ก ครูส่วนใหญ่มักจะเก็บผลงานการเขียนและผล งานศิลปะ อย่างไรก็ตามครูควรเก็บผลงานหลากหลายประเภทของเด็ก เช่น ภาพเขียน การ ร่วมระดมความคิดและเขียนออกมาในลักษณะใยแมงมุม การแสดงออกทางดนตรี การก่อสร้างในรูปแบบ ต่างๆ ตัวอย่างภาษาพูด เป็นต้น

            นอกจากการเก็บข้อมูลหลักฐานเพื่อประเมินการเรียนรู้และประเมิน พัฒนาการของเด็กปฐมวัยข้างต้นแล้ว สารนิ ทัศน์ยังมีประโยชน์ต่อการพัฒนาครู ซึ่งประเภทของหลักฐานในพอร์ตโฟลิโอของครูรายบุคคลที่ควรใช้พัฒนา การสอนมี 2 กลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้

• หลักฐานการสอนเกี่ยวกับการเรียนรู้ของเด็ก

หลักฐานการสอนเกี่ยวกับการเรียนรู้ของเด็กที่เป็นภาพรวมของชั้นเรียน ได้แก่ ผลงานภาษาเขียน รายชื่อหนังสือ ผลงานที่เป็นสัญลักษณ์สื่อความคิดที่เรียบเรียงได้ ผลงานศิลปะและหัตถกรรมของเด็ก ตัวอย่างหรือภาพถ่ายงานประดิษฐ์ ภาพถ่าย เทปบันทึกเสียงหรือวีดิทัศน์ที่แสดงปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ความ สามารถทางดนตรีและการเคลื่อนไหว คำพูดและ/หรือภาพถ่ายแสดงการแก้ปัญหา ความคิดเห็นและ/หรือความรู้สึก ต่อตนเอง ผู้อื่น

• หลักฐานเกี่ยวกับการสอนของครู ได้แก่ แผนการสอนของครูและบันทึกการสังเกตการณ์การสอนของอาจารย์นิเทศ บันทึกความคิดเห็นและความรู้สึกเกี่ยวกับการสอนแต่ละครั้ง ตัวอย่างสื่อ ภาพถ่ายและวีดิทัศน์แสดงการสอนและการจัดสภาพแวดล้อม ฯลฯ รายการต่างๆจะถูกรวบรวมไว้ในพอร์ตโฟลิโอซึ่งครูฝึกสอนและอาจารย์นิเทศจะใช้วิเคราะห์ด้วยกันเพื่อปรับปรุงการสอนครั้งต่อไป


ประเภทของบอร์ดสารนิทัศน์ จัดแบ่งประเภทได้ตามเนื้อหาที่สื่อออกมาดังนี้

• สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียน

• โครงการหรือ Emergent Curriculum

• เหตุการณ์พิเศษเช่น การไปทัศนศึกษาเทศกาลต่างๆ

• หัวข้อการเรียน (Theme)

• ทักษะเฉพาะ เช่น ศิลปะ ดนตรี การเคลื่อนไหวและจังหวะ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษา

• พัฒนาการของเด็ก เช่น ทักษะทางสังคม คุณค่าของการเล่น พัฒนาการทางอารมณ์ ทักษะการใช้กล้าม เนื้อเป็นต้น

• ทักษะที่เพิ่มขึ้นของเด็ก เช่น การช่วยเหลือตนเอง การอ่านเขียน ความสัมพันธ์ระหว่างมือและสายตา

• การรวบรวมส่วนประกอบ เป็นการรวบรวมเนื้อหาสาระเพื่อจัดทำบอร์ดสารนิทัศน์ ซึ่งอาจประกอบไปด้วย

• ผลงานที่เด็กทำหรือเก็บโดยการถ่ายเอกสารเก็บไว้


บันทึกจากการสังเกตของครู (Anecdotal Records)

• ข้อมูลที่อ้างอิงจากหนังสือหรือตำรา

• แผนผังใยแมงมุมหลักสูตร (Curriculum Web)

• การเขียนตามคำบอกของเด็ก

• ภาพถ่าย

• การจัดวางบอร์ดสารนิทัศน์ การจัดวางควรคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้

• การกำหนดพื้นที่จัดแสดง เช่น ตั้งแสดงบนโต๊ะหรือติดกับผนัง

• การเลือกชนิดของบอร์ดว่าจะเป็นแบบโปสเตอร์หรือแบบตั้งได้สามด้าน

• การใส่หัวเรื่องในจุดที่ดึงดูดความสนใจ

• การคำนึงถึงเรื่องสุนทรียศาสตร์ เช่น การผนึกภาพและงานอย่างประณีต การใช้โทนสีของกระดาษให้เข้ากับเนื้อเรื่องที่นำเสนอ การตกแต่งที่ไม่รกรุงรังจนเกินไป เป็นต้น

• การจัดแสดง โดยที่ตั้งบอร์ดสารนิทัศน์มักเป็นที่ที่เด็กและผู้ปกครองสามารถมองเห็นได้โดยง่าย เช่นทางเข้าออกของห้องเรียน ตู้เก็บของของเด็ก เป็นต้น การจัดทำสารนิทัศน์การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยสามารถนำมาใช้กับการจัด การเรียนการสอนได้ ทั้งการสอนแบบหน่วยและการสอนแบบหัวเรื่องหรือแบบโครงการ (Project Approach) สำหรับการสอนแบบหน่วยจะจบการสอนในแต่ละหน่วยโดยใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ในแต่ละวันจะแบ่งเนื้อ หาว่าเด็กควรเรียนรู้เรื่องใดบ้าง ส่วนใหญ่การสอนแบบหน่วยครูปฐมวัยจะจัดเตรียมแผนการจัดประสบการณ์ วัสดุอุปกรณ์การสอนไว้ล่วงหน้า และตั้งวัตถุประสงค์ว่าหลังจากเด็กเรียนรู้เรื่องนั้นๆแล้วเด็กควรเกิดพฤติกรรมด้านใดบ้าง การจัดทำสารนิทัศน์จึงเป็นการนำเสนอสิ่งที่เด็กได้เรียนรู้ว่าในแต่ละ สัปดาห์เด็กได้ทำอะไรบ้างและมีผลอย่างไรเช่น การเรียนรู้หน่วยน้ำ เด็กอาจได้ทดลองกรองน้ำด้วยวิธีการ ต่างๆ เด็กอาจได้ออกไปศึกษานอกสถานที่ที่โรงงานผลิตน้ำ การทดลองใช้น้ำในการประกอบอาหารหรือการ ซักผ้า กิจกรรมต่างๆเหล่านี้จะได้รับการบันทึกโดยครู การบันทึกคำพูด การสนทนาหรือการถ่ายภาพเก็บไว้การทำงานศิลปะ เช่น การวาดภาพขั้นตอนการกรองน้ำให้สะอาด งานประดิษฐ์ต่างๆ ภาพถ่ายขั้นการประกอบอาหาร กิจกรรมต่างๆเหล่านี้จะถูกรวบรวมและนำมาจัดแสดงอย่างเป็นเรื่องราวที่สะท้อนการเรียนรู้ให้ผู้เกี่ยวข้องกับเด็กรับรูว่าเด็กเรียนรู้อะไรเรียนรู้ที่ไหน เรียนรู้อย่างไร และส่งผลดีต่อการพัฒนาเด็กในด้าน ต่างๆอย่างไร


ที่มา : https://child.dusit.ac.th/wp-content/uploads/2015/11/เอกสารหมายเลข-1_สารนิทัศน์.pdf

การใช้แบบทดสอบ (Test)

 การใช้แบบทดสอบ (Test)

        การใช้แบบทดสอบเพื่อประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย เป็นวิธีการที่ต้องระมัดระวังทั้งนี้เพราะแบบทดสอบมีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงทัศนคติ และการรับรู้ของครูและเด็กที่มีต่อตัวเด็กเอง และต่อกระบวนการทางการศึกษาทั้งหมด (Meisels, 1993) ความกดดันต่าง ๆ ที่ครูได้รับจากแบบทดสอบ ในบางครั้งมีผลทำให้ครูเปลี่ยนวิธีการสอนของตนเป็นการสอนเพียงเพื่อให้เด็กทำข้อสอบผ่านเท่านั้นในขณะเดียวกันก็ส่งผลต่อความเข้าใจของครูถึงธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็กด้วย(Koretz, 1988 ; Frederiksen & Collins, 1989 ; Haladyna, Nolen & Haas,1991 ; McGill - Franzen & Allington, 1993; Dhamborvorn, 1994)

เกณฑ์การเลือกแบบทดสอบ

วรรณวดี ม้าลำพอง (2525 : 55) กล่าวถึงเกณฑ์ในการเลือกแบบทดสอบไว้ดังนี้

1. ความจำเป็นของการใช้แบบทดสอบ ก่อนการใช้แบบทดสอบกับเด็กปฐมวัย ครูควรถามตนเองก่อนว่า ตนต้องการทราบข้อมูลอะไรเกี่ยวกับตัวเด็ก และ จุดประสงค์หรือจุดมุ่งหมายในการทดสอบเด็กคืออะไร การถามคำถามเหล่านี้ จะ ช่วยให้ครูมีความระมัดระวังมากขึ้นในการใช้แบบทดสอบกับเด็ก

2. ลักษณะข้อมูลที่ต้องการ ในการเลือกแบบทดสอบมาใช้ ครูจำเป็นต้องคำนึงว่าตนต้องการข้อมูลชนิดใด เพื่อจะได้เลือกแบบทดสอบที่เหมาะสม หลังจากเลือกแบบทดสอบที่เหมาะสมได้แล้ว ครูควรมีการวิเคราะห์แบบทดสอบเพื่อหาจุดดีและจุดด้อยของแบบทดสอบ

3. ความเชื่อถือได้ (Reliability) และความเที่ยงตรง (Validity) ของแบบทดสอบในการเลือกใช้แบบทดสอบ ครูควรพิจารณาว่าแบบทดสอบที่ตนเลือกมีความเชื่อถือได้และความเที่ยงตรงเพียงใด

4. ความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก ในการเลือกแบบทดสอบมาใช้ ครูควรพิจารณาถึงความเหมาะสมของรูปภาพและคำถามที่ใช้ว่าสอดคล้องกับประสบการณ์ของเด็กหรือไม่ แบบทดสอบที่ดีควรคำนึงถึงความแตกต่างระหว่าง บุคคลของเด็กด้วย ในขณะเดียวกันก็ควรคำนึงถึงพัฒนาการด้านต่าง ๆ ของเด็กด้วย

5. ความเหมาะสมและความสะดวกที่จะนำไปใช้ ประดินันท์ อุปรมัย(2532 : 27) กล่าวว่าแบบทดสอบที่ดีควรจะสามารถนำไปใช้ได้สะดวก โดยมีการ ชี้แจงในเรื่องต่อไปนี้

- ปริมาณเวลาที่ต้องการใช้ในการดำเนินการทดสอบ

- วิธีการให้คะแนนและการตีความ

- วิธีการสร้างแบบทดสอบ ซึ่งรวมทั้งค่าความเชื่อถือได้และความเที่ยงตรงของแบบทดสอบด้วย


ประเภทของแบบทดสอบ

ดวงเดือน ศาสตรภัทร (2537 : 309) กล่าวว่าแบบทดสอบในระดับอนุบาลแบ่งแยกได้เป็น 2 แบบ คือ

1. แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น (Teacher - made) เป็นแบบทดสอบความพร้อมที่ใช้กันมากในปัจจุบัน โดยที่ครูผู้สอนเป็นผู้สร้างแบบทดสอบขึ้นเอง มุ่งวัดผลการเรียนการสอนในชั้นเรียนของตนโดยยึดเนื้อหา และจุดมุ่งหมายของการสอนใน ชั้นของตนเป็นหลักในการสร้างแบบทดสอบ

2. แบบทดสอบมาตรฐาน (Standardized test) เป็นแบบทดสอบที่สร้าง ขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านพัฒนาการและผู้เชี่ยวชาญในเรื่องแบบทดสอบโดยเฉพาะโดยมีการกำหนดวิธีการดำเนินการสอบ คำแนะนำในการสอบ เวลาที่ใช้ในการสอบการให้คะแนน และการตีความผลของการสอบไว้อย่างละเอียด มีการนำแบบทดสอบที่สร้างขึ้นไปทดลองใช้ก่อนการใช้จริง (Pre- Test) แล้วนำไปวิเคราะห์คุณภาพ ปรับปรุง แก้ไขจนแน่ใจว่ามีคุณภาพดีจึงนำไปหาเกณฑ์มาตรฐาน (Norms)


ข้อพึงตระหนักในการใช้แบบทดสอบกับเด็กปฐมวัย

1. ถ้าจำเป็นต้องใช้แบบทดสอบกับเด็กปฐมวัย ครูจำเป็นต้องทราบจุดประสงค์ของการใช้แบบทดสอบนั้น ๆ เช่น แบบทดสอบที่สร้างขึ้น ผู้สร้างมีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร ต้องการวัดอะไร เป็นต้น ครูควรมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยว กับแบบทดสอบที่ตนเลือกใช้เป็นอย่างดี

2. ครูจะต้องพิจารณาว่าแบบทดสอบที่ตนเลือกใช้มีความเชื่อถือได้ (Reliability) และความเที่ยงตรง (Validity) เพียงใด แบบทดสอบสำหรับเด็กควรได้รับการออกแบบโดยผู้ที่มีความรู้ ความเข้าใจ อย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับพัฒนาการความต้องการ และความสนใจของเด็ก

3. ครูจะต้องไม่ใช้แบบทดสอบเพียงอย่างเดียวเป็นเครื่องมือในการประเมินผลพัฒนาการเด็ก แต่จะต้องใช้เครื่องมืออื่น ๆ ประกอบด้วย Stewart กล่าวว่าการสอบ (Testing) ถือเป็นสิ่งจำเป็นต่อการเรียนการสอน

4. ครูจะต้องตระหนักว่าแบบทดสอบแต่เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถกำหนด วัตถุประสงค์ของหลักสูตรในชั้นเรียนของตนได้ ดังนั้นการสอนของครูไม่ควรเป็นไปเพื่อให้เด็กสอบผ่านแต่เพียงอย่างเดียว

5. แบบทดสอบส่วนใหญ่ที่ใช้ในโรงเรียนอนุบาลในปัจจุบันนี้นั้นมีเพียง ส่วนน้อยเท่านั้นที่เชื่อถือได้และมีความเที่ยงตรง กระบวนการประเมินผลโดยใช้แบบทดสอบแต่เพียงอย่างเดียวยังไม่แน่นอน ทั้งนี้เพราะ

- พฤติกรรมของเด็กปฐมวัยเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาก

- ความซับซ้อนในการคิดของเด็กวัยนี้ยังไม่เพียงพอในการคิดจากสถาน-การณ์หนึ่งไปอีกสถานการณ์หนึ่ง

- เด็กในวัยนี้ไม่สามารถที่จะสื่อสารสิ่งที่เด็กคิดและเรียนรู้ได้อย่างชัดเจนเต็มที่เนื่องจากความสามารถในการจับดินสอ การเขียน และการอ่าน ของเด็กยังไม่พัฒนาเต็มตามศักยภาพ

- ความวิตกกังวล ระยะเวลาของการสอบ ความไม่คุ้นเคยกับสถานที่และ บุคลากรในการสอบล้วนส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำแบบทดสอบของเด็กทั้งสิ้น

6. ความรับผิดชอบประการหนึ่งของครูและผู้บริหารโรงเรียน คือ การให้ความรู้แก่ผู้ปกครองเกี่ยวกับการสอบและการตีความผลของการสอบ (NAEYC, 1988)


ที่มา : นภเนตร ธรรมบวร. (2540). การประเมินผลพัฒนาการเด็กปฐมวัย. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

การทำสังคมมิติ (Sociogram)

การทำสังคมมิติ (Sociogram) 

            สังคมมิติเป็นเครื่องมือที่พัฒนาขึ้นเพื่อประเมินความสัมพันธ์ในกลุ่ม (Group relationships) และความสัมพันธ์ทางสังคมของเด็กปฐมวัย สังคมมิติเป็นแผนภาพที่ถูกทำขึ้นเพื่อแสดงความสัมพันธ์ในกลุ่มของตน วิธีการนี้ทำให้ครูทราบว่าเด็กในชั้นของตนมีความสัมพันธ์ทางสังคมเป็นอย่างไร การทำสังคมมิติถือเป็นการทำวิจัยแบบหนึ่งที่แสดงให้เห็นรูปแบบของความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในกลุ่ม วรรณวดี ม้าลำพอง (2525 : 98) กล่าวว่าแผนภาพสังคมมิติจะสะท้อนถึงโครงสร้างของสังคมในห้องเรียน 4 แบบ คือ

1. เด็กที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด (The most popular)

2. เด็กที่ได้รับการยอมรับจากเพื่อนน้อยที่สุด (Isolate)

3. กลุ่มเด็กที่แยกออกมาจากคนอื่น ๆ (Cliques)

4. เด็ก 2 คน ที่ต่างก็เลือกซึ่งกันและกัน (Dyads)

การทายลักษณะ หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "ใครเอ่ย" (Guess who) วิธีนี้ครูจะสร้างคำถาม "ใครเอ่ย" ขึ้นมาให้เด็กตอบ โดยครูจัดบรรยากาศให้เหมือนกับการเล่นเกม ครูจะจดคำตอบของเด็กทุกคนเพื่อเอาผลมาสรุปในกรณีที่คำตอบของเด็กในห้องเรียนไม่ตรงกัน ตัวอย่างคำถามที่ใช้มีดังต่อไปนี้

- ใครเอ่ยไม่เก็บของเล่นเข้าที่

- ใครเอ่ยที่ช่วยเพื่อนเก็บของเล่นเสมอ

- ใครเอ่ยที่หวงของเล่นไม่ยอมให้เพื่อนเล่นด้วย

วิธีการนี้ช่วยให้ครูทราบลักษณะนิสัยเด่น ๆ ของเด็กแต่ละคนตามการรับรู้ของเด็กคนอื่นในชั้น

การสร้างภาพทางสังคม ในการศึกษาวิธีนี้ครูจะให้เด็กแต่ละคนเลือก บุคคลที่เขาชอบที่สุด อยากอยู่ใกล้ที่สุด โดยครูจะตั้งคำถามง่าย ๆ แก่เด็ก คำถามที่ครูตั้งขึ้นจะเป็นประเภทให้เด็กเลือกเพื่อนที่เขาชอบในการทำกิจกรรมบางอย่างโดยเด็กมีสิทธิในการเลือกเพื่อน 2 - 3 คน ในการทำกิจกรรมแต่ละอย่าง ตัวอย่างของคำถามมีดังต่อไปนี้

        - ถ้าหนูจัดงานวันเกิด หนูจะชวนใครบ้าง

        - ถ้าหนูไปเที่ยวชายทะเล หนูจะชวนใครไปบ้าง

        - ถ้าให้หนูเลือกเพื่อนที่จะมานั่งข้าง ๆ หนูจะเลือกใครบ้าง

        - ถ้าหนูได้เล่นสนาม หนูจะชวนใครบ้าง

         จากตัวอย่างคำถามข้างต้น ครูสามารถนำมาจัดทำเป็นแผนภาพแสดงความสัมพันธ์ระหว่างเด็กในชั้นของตน

          ตัวอย่างแผนภาพทางสังคมมิติของเด็ก 12 คน เมื่อถูกตั้งคำถามว่า ถ้าให้หนูเล่นสนามหนูจะชวนใครบ้าง "หลังจากที่ครูจดคำตอบของเด็กทุกคนแล้ว ครูนำผลไปเขียนแผนภาพ ดังนี้


            จากแผนภาพจะเห็นได้ว่าเด็กทุกคนได้รับเลือกจากเพื่อน เด็กที่เพื่อนชอบเล่นด้วยมากที่สุดคือ ชะเอม (มีเพื่อนเลือก 6 คน ) มีเพียง 1 คู่ เท่านั้นที่เลือกซึ่ง กันและกันและไม่เลือกที่จะเล่นกับใครเลย คือ ออมและเขต นอกนั้นแล้วเด็กส่วนใหญ่เล่นด้วยกัน

            การทำสังคมมิติช่วยให้ครูทราบถึงความสัมพันธ์ของเด็ก ๆ ในชั้นเรียนของตน ในขณะเดียวกัน ก็ทำให้ครูได้ทราบบทบาทของเด็กแต่ละคนในชั้นเรียนของตน ด้วยว่าเด็กแต่ละคนเป็นที่ชอบพอของกลุ่มเพื่อนมากน้อยเพียงใด เพื่อนมีความรู้สึกอย่างไรต่อเขา ใครเด่นที่สุดในชั้น ใครที่ชอบแยกตัวเล่นคนเดียว และเด็กคู่ใดที่ต่างคนต่างชอบเล่นด้วยกัน การเก็บข้อมูลโดยการทำสังคมมิติ ควรทำอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องทั้งนี้เนื่องจากข้อมูลอาจเปลี่ยนแปลงไปโดยขึ้นอยู่กับกิจกรรมและกาลเวลา ถ้าครูเก็บข้อมูลอย่างสม้ำเสมอ จะทำให้ครูสามารถประเมินพัฒนาการทางสังคมของเด็กได้


ที่มา : นภเนตร ธรรมบวร. (2540). การประเมินผลพัฒนาการเด็กปฐมวัย. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

การเขียนบันทึก (Journals)

 การเขียนบันทึก (Journals)

        การเขียนบันทึกเป็นการบันทึกประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในชั้นเรียน ในบางครั้งการเขียนบันทึกอาจเน้นเฉพาะเด็กรายที่ต้องการศึกษาหรือเฉพาะศูนย์การเรียนหนึ่ง ๆ การเขียนบันทึกจะไม่เป็นทางการเท่ากับการสังเกตพฤติกรรมอย่างเป็นระบบในบันทึกประกอบด้วยเรื่องราวสั้น ๆ เกี่ยวกับเด็กในชั้นเรียน หรือการเรียนการสอนครูอาจบันทึกความรู้สึกหรือความคิดเห็นของตนลงในบันทึกได้ ในขณะเดียวกันการเขียนบันทึกถือเป็นการเปิดโอกาสให้ครูได้มีโอกาสสะท้อนความคิด วิเคราะห์ (Reflect) เหตุการณ์ การกระทำต่าง ๆ ของตนเอง การเขียนบันทึกไม่จำเป็นต้องเขียนหรือบันทึกทุกวัน ครูอนุบาลเป็นจำนวนมากพบว่า การเขียนบันทึกมีประโยชน์ในการพยายามทำความเข้าใจ ทบทวนสะท้อนความคิดและวิเคราะห์การสอนของตน (Dhamborvorn, 1994 ; Clandinin, Davies, Hogan & Kennard, 1993; D'Arcy , 1987; Dickerson, 1987) ในขณะเดียวกัน ข้อมูลจากการเขียน บันทึกอาจนำไปสู่การวิจัยแบบต่าง ๆ ได้ ตัวอย่างที่ 1 เป็นบันทึกที่เขียนขึ้นโดยครูอนุบาลท่านหนึ่งเกี่ยวกับเด็กในชั้นเรียนของตน ส่วนตัวอย่างที่ 2 เป็นส่วนหนึ่งของบันทึกที่ครูอนุบาลท่านหนึ่ง เขียนถึงเพื่อนครูด้วยกันเกี่ยวกับการเรียนการสอนในชั้นของตน

ตัวอย่างที่ 1

8 มกราคม 2536 

            ในระหว่างกิจกรรมเสรีวันนี้ ฉันได้อ่านนิทานเรื่อง "ครอบครัวของฉัน" ให้ตังเมฟังที่มุมหนังสือ เมื่อนิทานจบลง ตังเมพูดขึ้นว่า "คุณครู พ่อตังเมหนีออกจากบ้าน พ่อตังเมเป็นคนไม่ดี" เมื่อฉันถามเหตุผลตังเมถึงการที่คุณพ่อหนีออกจากบ้าน ตังเมตอบว่า "พ่อไม่ชอบอยู่บ้านคุณครู พ่อเอาแต่สูบบุหรี่ แล้วก็ทะเลาะกับแม่"ในตอนเลิกเรียน ฉันได้มีโอกาสคุยกับคุณแม่ของตังเม จึงได้ทราบว่าคุณพ่อของตังเม พึ่งเสียชีวิตลงในระหว่างปิดภาคเรียน

ข้อดีของการเขียนบันทึก

1. การเขียนบันทึกช่วยให้ครูมีโอกาสสะท้อนความคิด และวิเคราะห์ (Reflect) การสอนของตนเองซึ่งจะส่งผลให้ครูตระหนักในหลักสูตรและการสอนของตน

2. การเขียนบันทึกช่วยให้ครูทราบและรับรู้เรื่องราวของเด็กเป็นรายบุคคลทำให้ครูเข้าใจเด็กที่ตนสอนมากขึ้น

3. ครูทราบถึงรายละเอียดและเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในห้องเรียนของตนมากขึ้น


ที่มา : นภเนตร ธรรมบวร. (2540). การประเมินผลพัฒนาการเด็กปฐมวัย. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

การใช้แบบประเมินพัฒนาการ (Checklists)

 การใช้แบบประเมินพัฒนาการ (Checklists)

        การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการหรือ Checklists ถือเป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยให้คูเข้าใจพฤติกรรมเด็กได้ดีขึ้น ในการใช้แบบประเมินผลพัฒนาการนั้น ครูประจำชั้นจะต้องตั้งวัตถุประสงค์ว่าต้องการจะศึกษาอะไร หลังจากนั้นนำมาสร้างแบบประเมินผลพัฒนาการโดยอาศัยทฤษฎีพัฒนาการเป็นหลัก (นภเนตร ธรรมบวร,2537 : 74) แบบประเมินผลพัฒนาการถือเป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับการประเมินรูปแบบพฤติกรรมของเด็ก การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการจะให้ผลดีที่สุดถ้ามีการใช้ควบคู่กับการสังเกตพฤติกรรมเด็กอย่างเป็นระบบ การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการช่วยประหยัดเวลาครูประจำชั้นได้มากในกรณีที่ครูประจำชั้นไม่มีเวลามากนัก แต่ในแนะเดียวกัน ถ้าใช้แบบประเมินผลพัฒนาการแต่เพียงอย่างเดียว ครูประจำชั้นก็ไม่อาจทราบถึงรายละเอียดของพฤติกรรมพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กข้อที่ควรระมัดระวังอีกอย่างหนึ่งในการใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ คือ ครูมีแนวโน้มที่จะเช็กพฤติกรรมที่เกิดขึ้นของเด็กให้อยู่ในช่วงกลาง ๆ มากกว่าที่จะเป็นช่วงต่ำสุด หรือสูงสุด

ตัวอย่างแบบประเมินผลพัฒนาการพัฒนาการด้านอารมณ์- จิตใจ สังคมประจำชั้นอนุบาลปีที่ 1 (อายุ 3-4 ปี)


ข้อดีของการใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ (Advantages of check-lists)

Mcafeeและ Leong (1994 : 95)กล่าวถึงข้อดีของการใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ ดังต่อไปนี้

1. เป็นการประหยัดเวลา การบันทึกข้อมูลเป็นไปอย่างรวดเร็ว

2. การประเมินผลพัฒนาการมีความยึดหยุ่นได้สะดวกต่อการทบทวนวิเคราะห์และตีความข้อมูล

3. การประเมินผลพัฒนาการไม่จำเป็นต้องทำให้เสร็จสิ้นในหนึ่งวันหรือหนึ่งสัปดาห์ แต่สามารถทำอย่างต่อเนื่องได้

4. เนื่องจากการประเมินผลโดยใช้แบบประเมินผลพัฒนาการนั้นไม่ได้มีความซับซ้อนมากนัก เพราะฉะนั้นจึงเป็นการง่ายต่อการฝึกบุคคลากรที่เกี่ยวข้องเช่น ครูผู้ช่วยในการใช้แบบประเมินผลพัฒนาการได้

5. แบบประเมินผลพัฒนาการสามารถติดตามความก้าวหน้า และพัฒนาการของเด็กได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ๆ

ข้อจำกัดของการใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ (Disadvantages of checklists)

Mcafee และ Leong (1994: 95) กล่าวถึงข้อจำกัดของการใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ ดังต่อไปนี้

1. แบบประเมินผลพัฒนาการสามารถประเมินผลได้ในวงพฤติกรรมที่จำกัดเท่านั้นเพราะฉะนั้นการทบทวนสะท้อนความคิดวิเคราะห์ และตีความข้อมูลควรเป็นไปอย่างระมัดระวัง

2. เนื่องจากแบบประเมินผลพัฒนาการ สามารถประเมินผลได้ในวงจำกัด ยึงไม่อาจประเมินพฤติกรรม และการเรียนรู้ที่ซับซ้อนได้


ที่มา : นภเนตร ธรรมบวร. (2540). การประเมินผลพัฒนาการเด็กปฐมวัย. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

แฟ้มผลงานเด็ก (Portfolios)

 แฟ้มผลงานเด็ก (Portfolios)

        แฟ้มผลงานเด็ก หรือ Portfolios ถือเป็นวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ พัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กที่มีจุดประสงค์และกระทำอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอแฟ้มผลงานเด็กช่วยให้ตัวเด็กตระหนักถึงประสบการณ์ ความพยายาม ความก้าวหน้าและความสำเร็จของตนเอง ซึ่งถือเป็นพื้นฐานของการประเมินผลพัฒนาการเด็กและการจัดโปรแกรมการเรียนการสอนต่อไป

ลักษณะของแฟ้มสะสมผลงานเด็ก

Mcafee และ Leong (1994:112)กล่าวถึง ลักษณะโดยทั่ว ๆ ไปของแฟ้มผลงานเด็กหรือ Portfolios ว่ามีลักษณะดังต่อไปนี้

- แฟ้มผลงานเด็ก (Portfolios) สามารถยึดหยุ่น (flexible) และปรับเปลี่ยนได้ (adaptable) เนื้อหาสาระ และกระบวนการของการเลือกผลงานหรือสิ่งที่จะรวบรวมในแฟ้มผลงานเด็กสามารถยืดหยุ่นได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวัยและระดับพัฒนาการของเด็ก วัตถุประสงค์ของโรงเรียนหรือหน่วยงาน และข้อพิจารณาอื่น ๆ

- แฟ้มผลงานเด็กสามารถรวบรวมพัฒนาการและการเรียนรู้ด้านต่าง ๆของเด็กแฟ้มผลงานเด็กมุ่งเน้นที่ความสามารถหรือจุดเด่นของเด็ก จะเน้นสิ่งที่เด็กทำได้มากกว่าสิ่งที่เด็กทำไม่ได้

- แฟ้มผลงานเด็กเอื้อต่อการประเมินผลพัฒนาการแบบต่าง ๆเด็กสามารถมีส่วนร่วมในการเลือกผลงานต่าง ๆ เข้ามาเก็บในแฟ้มของตน ในขณะเดียวกัน เด็กมีโอกาสที่จะทบทวน วิเคราะห์ (reflection) ผลงานแต่ละชิ้นที่ตนเลือก

- แฟ้มผลงานเด็กคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็ก เนื่องจากในแฟ้มผลงานเด็ก ครูสามารถรวบรวมผลงานซึ่งเด็กทุกคนทำ ในขณะเดียวกันก็สามารถรวบรวมผลงานซึ่งเป็นผลงานเฉพาะของเด็กแต่ละคนด้วย

- แฟ้มผลงานเด็กมีขึ้นเพื่อการประเมินผลที่ต่อเนื่องมากกว่าที่จะจัดทำเพื่อการประเมินผลที่คงที่ เช่น รายงานคะแนนหรือเกรด เป็นต้น

- แฟ้มผลงานเด็กมีขึ้นเพื่อเป็นแหล่งข้อมูลที่ใช้ในการสื่อสารเกี่ยวกับการเรียนของเด็ก


วัตถุประสงค์ของแฟ้มผลงานเด็ก

            Mcafee และ Leong (1994 : 112 - 113) กล่าวว่า แฟ้มผลงานเด็กสามารถช่วยประเมินวัตถุประสงค์ส่วนใหญ่ในชั้นเรียนได้ เช่น ช่วยตัดสินเกี่ยวกับความก้าวหน้าของเด็ก เป็นแหล่งข้อมูลเพื่อการรายงานและสื่อสารกับผู้ปกครองและ บุคคลรอบข้างเกี่ยวกับตัวเด็ก บอกเล่าถึงการเรียนการสอนที่ดำเนินอยู่ในชั้นเรียนแก่บุคคลอื่น และเป็นข้อชี้บ่งเบื้องต้นสำหรับเด็กที่ต้องได้รับการช่วยเหลือเป็นพิเศษ

การจัดระบบและการเลือกผลงานในแฟ้มผลงานเด็ก

            ในการเลือกผลงานเด็กเก็บรวบรวมในแฟ้มผลงาน ครูควรมีการวางแผนอย่างรอบคอบ Arter ( อ้างใน Mcafee และ Leong, 1994 : 114) กล่าวว่า วิธีการเลือกผลงานเด็กมี 2 ระบบด้วยกัน คือ

            1. ระบบตัวชี้บ่ง (Indicator systems) ระบบตัวชี้บ่งเรียกอีกอย่างหนึ่ง ว่าระบบหลัก (Core items) ในระบบนี้ครูจะระบุผลงานเฉพาะที่ต้องการรวบรวมผลงานหลัก ๆ ที่ระบุ อาจได้แก่ ภาพวาดของเด็ก ผลงานทางด้านการตัด การปะ ตัวอย่างงานเขียนของเด็ก เป็นต้น ผลงานเฉพาะที่ต้องการเก็บจะเป็นอะไรก็ได้ ไม่มีหลักตายตัว แน่นอนสามารถยืดหยุ่นได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับครูและเด็กนั่นเอง

            2. ระบบตัวอย่างผลงาน (Work sample systems) ระบบตัวอย่างผลงานจะเลือกผลงานจากกิจกรรมต่าง ๆ ที่ดำเนินอยู่ในชั้นเรียนโดยครูจะไม่ระบุผลงานเฉพาะที่ต้องการเก็บรวบรวมล่วงหน้า ระบบตัวอย่างผลงานให้อิสระกับครู และเด็กในการเลือกผลงานเก็บรวบรวมไว้ในแฟ้ม

ตัวอย่างของคำถามและคำพูดที่ครูใช้เพื่อกระตุ้นการประเมินผลและการทบทวนสะท้อนความคิด วิเคราะห์ตนเองในเด็ก มีดังต่อไปนี้

- หนูเล่าให้ครูฟังได้ไหมคะ ว่าหนูทำงานชิ้นนี้ได้อย่างไร

- ทำไมหนูถึงเลือกที่จะทำงานชิ้นนี้

- หนูรู้สึกอย่างไรกับงานชิ้นนี้ของหนูทำไมหนูถึงเลือกงานชิ้นนี้ใส่ในแฟ้มผลงานหนูเรียนรู้อะไรบ้างจากการทำงานชิ้นนี้ในขณะที่ทำงานชิ้นนี้

- มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นบ้าง และหนูจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นอย่างไร

ข้อพึงตระหนักในการใช้แฟ้มผลงานเด็ก

Arter และ Spandel ( อ้างถึงใน Mcafeeและ Leong, 1994 : 119)กล่าวถึงข้อพึงตระหนักในการใช้แฟ้มผลงานเด็ก ดังต่อไปนี้

1. ผลงานที่เก็บรวบรวมในแฟ้มผลงานเป็นตัวแทน (representative) ของสิ่งซึ่งเด็กสามารถทำได้จริงหรือไม่

2. ผลงานของเด็กที่เก็บรวบรวมในแฟ้มผลงานมีการระบุรายละเอียดของการทำงานหรือไม่ เช่น เป็นงานที่เด็กได้รับการช่วยเหลือจากครู งานอิสระที่เด็กทำเอง งานที่เด็กทำเป็นกลุ่ม เป็นต้น

3. ผลงานที่เก็บรวบรวมสอดคล้องกับวิธีการสอนและพัฒนาการของเด็กหรือไม่

4. แฟ้มผลงานเด็กได้รับการตรวจเช็คอย่างสม่ำเสมอหรือไม่ และมาตรฐานการประเมินผลมีความเที่ยงตรงหรือไม่




ที่มา : นภเนตร ธรรมบวร. (2540). การประเมินผลพัฒนาการเด็กปฐมวัย. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก (Anecdotes)

 การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก (Anecdotes)

        การเขียนเรื่องราวสั้น ๆ เกี่ยวกับตัวเด็กจัดเป็นอีกวิธีการหนึ่งที่ช่วยให้ครูเข้าใจเด็กได้ดีขึ้น ครูอาจเขียนเรื่องราวสั้น ๆ เกี่ยวกับตัวเด็กจากเหตุการณ์ที่มีความหมายทั้งกับตัวครูและตัวเด็ก ในการเลือกเหตุการณ์ที่นำมาเขียน จะบ่งบอกถึงการให้ความสำคัญของครูต่อพฤติกรรมเด็ก และช่วยให้ครูตอบคำถามที่ตนอยากรู้ได้ดีขึ้นเช่น หลังจากสังเกตเด็กมาระยะเวลาหนึ่ง ครูออมเกิดความสงสัยว่าทำไมเด็กในห้องของตน บางคนถึงร้องให้เวลาที่จะจากคุณพ่อคุณแม่มาเข้าชั้นเรียนทุกวัน ในขณะที่เด็กบางคนไม่ร้องไห้ แต่กลับเดินเข้าชั้นเรียนอย่างร่าเริง พ่อแม่ผู้ปกครองของเด็ก ทั้งสองกลุ่มมีปฏิกริยาแตกต่างกันอย่างไรเวลามาส่งลูกเข้าชั้นเรียนและเด็กมีปฏิกริยาอย่างไร เมื่อต้องจากกับพ่อแม่ ผู้ปกครอง การเขียนบันทึกสั้น ๆ เกี่ยวกับเด็กเวลาที่ต้องจากกับผู้ปกครองมาโรงเรียน ช่วยให้ครูเข้าใจปัญหานี้ได้ดีขึ้น หรือในกรณีที่ครูต้องการทราบข้อมูลเฉพาะของเด็กที่ตนสงสัยว่าจะมีปัญหา การเขียนบันทึกสั้น ๆ ช่วยให้ครูเข้าใจเด็กและสถานการณ์รอบตัวเด็ก ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นตัวอย่างของการ เขียนเรื่องราวสั้น ๆ ที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในเด็กวัย 3 ขวบ

        ในการบันทึกเรื่องราวที่น่าสนใจของเด็ก ครูอาจสังเกตเหตุการณ์จนกระทั่งเหตุการณ์ผ่านพ้นไป จึงทำการบันทึกก็ได้ หรือครูอาจจดบันทึกอย่างย่อ ๆ ในขณะ ที่สังเกตการณ์อยู่ก็ได้ แล้วจึงนำมาเขียนใหม่ที่หลัง

        ในการเขียนบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับเด็กในชั้นเรียน ครูประจำชั้นอาจต้องใช้เวลามาก แต่ในขณะเดียวกันก็ช่วยให้ครูเห็นภาพพจน์ และเข้าใจเด็กแต่ละคนใน ชั้นของตนได้ดีขึ้น ครูตระหนักว่าตนสามารถกระตุ้นพัฒนาการ การเรียนรู้ของเด็กในส่วนไหน ขณะเดียวกันครูได้ทราบถึงกระบวนการเรียนการสอน และการใช้คำถามของตนไปพร้อมกันด้วย นอกจากนั้น การบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับเด็กในชั้นเรียนยังช่วยให้ครูพัฒนาทักษะการเขียนเพิ่มขึ้น เรียนรู้เกี่ยวกับตนเอง และพัฒนาความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้ของเด็กได้ดีขึ้น มีความเข้าใจและเห็นภาพพจน์เด็กที่ตนสอนมากขึ้น


ที่มา : นภเนตร ธรรมบวร. (2540). การประเมินผลพัฒนาการเด็กปฐมวัย. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

การสัมภาษณ์ (Interview)

 การสัมภาษณ์ (Interview)

         การสัมภาษณ์ถือเป็นวิธีการประเมินผลที่มีประโยชน์มากที่สุดวิธีหนึ่งและ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอน การสัมภาษณ์อาจเกิดขึ้นระหว่างครูกับเด็กหรือระหว่างครูกับพ่อแม่ ผู้ปกครองเพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับตัวเด็กก็ได้การสัมภาษณ์ต่างจากการสังเกตและวิธีอื่น ๆ ที่วิธีการสัมภาษณ์เปิดโอกาสให้มีการซักถามในสิ่งที่ผู้สัมภาษณ์ต้องการทราบ มีโอกาสที่จะสังเกตท่าทาง การเคลื่อนไหวของตา น้ำเสียงหรือระดับเสียงซึ่งประกอบคำพูด สำหรับข้อความที่ได้จากการสัมภาษณ์สะท้อนให้เห็นถึงภูมิหลัง ความรู้สึก ทัศนคติ การรับรู้ และความคาดหวังของผู้สัมภาษณ์ ดวงเดือน ศาสตรภัทร (2537 : 302) กล่าวว่าการ สัมภาษณ์จะได้ผลดีถ้าผู้สัมภาษณ์ได้สร้างความคุ้นเคย (Rapport) กับผู้ถูกสัมภาษณ์ก่อน

การสัมภาษณ์โดยทั่วไปมี 3 ประเภท คือ

        1. การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง (Structured interviews) การ สัมภาษณ์แบบนี้ ผู้สัมภาษณ์หรือครูจะเตรียมคำถามที่จะถามไว้ล่วงหน้าซึ่งเป็นการสะดวกต่อผู้สัมภาษณ์หรือครู ในขณะเดียวกันผู้สัมภาษณ์จะไม่มีโอกาสถามอะไรที่นอกเหนือไปจากคำถามที่เตรียมมาซึ่งเป็นการจำกัดคำตอบและโอกาสของผู้ถูก สัมภาษณ์เช่นกัน

        2. การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างหรือไม่เป็นทางการ (Unstructured หรือ Informal interviews) การสัมภาษณ์แบบไม่เป็นทางการเป็นวิธีที่นิยมใช้กันมากในการสัมภาษณ์เด็กเล็กเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมหลังจากที่มีการสังเกตเด็กอย่างเป็นระบบแล้ว ครูอาจเตรียมหัวข้อที่ต้องการคุยหรือสนทนากับเด็กไว้อย่างคร่าว ๆ แต่มิได้จดคำถามให้เด็กตอบทีละข้อเหมือนการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างครูอาจมีการซักถามหรือพูดคุยกับเด็กในเรื่องที่ครอบคลุมหัวข้อที่ครูเตรียมไว้

         3. การสัมภาษณ์ แบบกึ่งมีโครงสร้าง (Partially structured interviews)การสัมภาษณ์แบบนี้ผู้สัมภาษณ์หรือครูจะเตรียมคำถามไว้ล่วงหน้าบางส่วน และคำถามบางส่วนเกิดขึ้นในระหว่างการสัมภาษณ์ การสัมภาษณ์แบบนี้เหมาะสำหรับ ผู้ที่เริ่มต้นใช้เทคนิคการสัมภาษณ์ในการประเมินผลและยังไม่มีความชำนาญกับวิธีการนี้เพราะผู้สัมภาษณ์สามารถเตรียมคำถามมาล่วงหน้าส่วนหนึ่ง ในขณะเดียวกันการ สัมภาษณ์จะดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น เพราะผู้สัมภาษณ์มีโอกาสสนองตอบ (Respond)ต่อคำตอบของผู้ถูกสัมภาษณ์และมีโอกาสซักถามหรือตั้งคำถามใหม่ ๆ ในระหว่างการ สัมภาษณ์ได้

การสัมภาษณ์ควรใช้ร่วมกับเครื่องมือประเมินผลแบบอื่น ๆ เพื่อให้ได้ข้อมูล ที่ชัดเจนมากขึ้น ดวงเดือน ศาสตรภัทร (2537 : 303) กล่าวถึงหลักทั่วไปในการ สัมภาษณ์ดังนี้

           1. การกำหนดจุดมุ่งหมายและวางแผนการสัมภาษณ์ ในการสัมภาษณ์ ครูจำเป็นต้องกำหนดจุดมุ่งหมายว่าตนต้องการที่จะสัมภาษณ์เรื่องอะไร ต้องการทราบพัฒนาการทางด้านใดของเด็ก ครูจำเป็นต้องวางแผนว่า จะสัมภาษณ์ใคร สัมภาษณ์ตัวเด็กหรือสัมภาษณ์พ่อแม่เด็ก และวิธีการสัมภาษณ์จะเป็นแบบไหน

           2. เตรียมตัวและเตรียมเครื่องมือ ครูหรือผู้สัมภาษณ์จำเป็นที่จะต้องเตรียมคำถามที่จะสัมภาษณ์ให้พร้อมในกรณีที่ต้องการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง และในกรณีที่เป็นการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างหรือแบบกึ่งมีโครงสร้างจำเป็นที่จะต้องเตรียมโครงคำถามให้พร้อม นอกจากนั้น ครูควรเตรียมสถานที่ในการสัมภาษณ์นัดเวลา และสร้างความคุ้นเคยกับเด็กหรือบุคคลที่เราจะสัมภาษณ์

            3. ในการสัมภาษณ์ ผู้สัมภาษณ์ควรเป็นผู้ฟัง (Listener) ที่ดี ควรให้ความสนใจกับเรื่องที่ผู้ถูกสัมภาษณ์ตอบอย่างเต็มที่ มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ในขณะเดียวกัน ควรเปิดโอกาสให้ผู้ถูกสัมภาษณ์ได้มีโอกาสพูดหรือแสดงความคิดเห็นให้มากที่สุด

            4. ชั้นยุติการสัมภาษณ์ ผู้สัมภาษณ์หรือครูควรไวต่อความรู้สึกของผู้ถูก สัมภาษณ์ เมื่อเห็นหรือมีความรู้สึกว่าผู้ถูกสัมภาษณ์เหนื่อย อึดอัด ไม่ต้องการที่จะให้สัมภาษณ์ต่อไป ควรยุติการสัมภาษณ์ ถึงแม้ว่าการสัมภาษณ์ยังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์หรือไม่ได้ข้อมูลครบตามที่ต้องการก็ตามอาจมีการนัดมาสัมภาษณ์ใหม่ในคราวต่อไป


ที่มา : นภเนตร ธรรมบวร. (2540). การประเมินผลพัฒนาการเด็กปฐมวัย. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

การสังเกตพฤติกรรมเด็ก (Observation)

 การสังเกตพฤติกรรมเด็ก (Observation)

            วิธีการสังเกตเป็นวิธีที่ใช้มากที่สุดในการศึกษาเด็ก (ฉวีวรรณ กินาวงศ์ : 15)นักการศึกษา Mcafee และ Leong (1994 : 61) กล่าวว่าวิธีการที่ครูส่วนใหญ่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเด็ก คือ การเฝ้าดู  Watching) และการฟัง  (Listening)   โดยธรรมชาติแล้ว ครูทุกคนจะสังเกตเด็กที่ตนสอนอยู่เป็นประจำโดยเฉพาะอย่างยิ่งครูชั้นเด็กเล็กหรือชั้นอนุบาลซึ่งจำเป็นต้องเข้าใจธรรมชาติ และ ลักษณะนิสัยของเด็กแต่ละคนเพื่อจะได้จัดเตรียมสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อพัฒนาการการเรียนรู้ของเด็ก (นภเนตร ธรรมบวร, 2537 : 75) การสังเกตอาจอยู่ในรูปแบบของการจดบันทึกหรือการให้ความสนใจไปยังสิ่งที่เด็กกำลังทำหรือพูดอยู่ การ สังเกตอาจเกิดขึ้นเป็นกิจวัตรประจำวัน (Routine) และไม่เป็นทางการ (Informal)ก็ได้ ยกตัวอย่าง เช่น น้องบีตัดผมใหม่วันนี้หรือน้องปั๊ปใช้เวลาส่วนใหญ่ในการเล่นน้ำ เป็นต้น ในขณะเดียวกัน อาจมีการสังเกตอันเกิดขึ้นเนื่องจากสัญชาตญาณ (Intuitive) เช่น ต้นกล้าท่าทางเหมือนจะไม่ค่อยสบายวันนี้ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม มีการสังเกตชนิดหนึ่งที่ช่วยให้ครูมุ่งความสนใจไปยังเด็กแต่ละคนในชั้นของตนว่า มีพฤติกรรมการเรียนรู้อะไรเกิดขึ้นบ้างในสถานการณ์หนึ่ง ๆ การสังเกตชนิดนี้ คือการสังเกตเด็กอย่างเป็นระบบ  (Systematic Observation)

องค์ประกอบของการบันทึกการสังเกตพฤติกรรมเด็ก
                Almy และ Genishi (1979 : 36-37) กล่าวถึงองค์ประกอบของการบันทึกการสังเกตพฤติกรรมเด็กว่าประกอบด้วยด้านใหญ่ ๆ 3 ด้าน คือ
- การบรรยายเหตุการณ์ สถานการณ์ที่เกิดขึ้น (Description)
- ความรู้สึกและความคิดเห็นส่วนตน (Feelings)
- การตีความ แปลความหมาย รวมตลอดถึงการสรุปพฤติกรรม การเรียน รู้จากข้อมูลที่ได้จากการสังเกต

ข้อดีของการบันทึกการสังเกตอย่างเป็นระบบ
                Mcafee และ Leong (1994 : 62) ได้กล่าวถึงข้อดีของการสังเกตเด็กอย่างเป็นระบบไว้ดังต่อไปนี้
1. ในการบันทึกการสังเกตอย่างเป็นระบบเด็กไม่จำเป็นต้องใช้ความสามารถในการอ่านและเขียน
2. ในการบันทึกการสังเกตอย่างเป็นระบบ เด็กจะไม่รู้สึกว่าตนกำลังถูก สังเกตหรือถูกบันทึกข้อมูลอยู่
3. ในการบันทึกการสังเกตอย่างเป็นระบบ กิจวัตรประจำวันหรือตาราง
เวลาในการเรียน หรือการทำกิจกรรมของเด็กไม่มีการเปลี่ยนแปลง
4. การบันทึกการสังเกตอย่างเป็นระบบช่วยให้ครูได้รับทราบข้อมูลที่ชัดเจนและโดยตรงเกี่ยวกับพฤติกรรมบางอย่างของเด็ก เช่น ครูสามารถสังเกตว่าเด็กแต่ละคนมีพฤติกรรมในการเล่นเป็นกลุ่มกับเพื่อนอย่างไร เป็นต้น
5. การบันทึกการสังเกตอย่างเป็นระบบถือว่าเป็นวิธีการที่เหมาะสมและเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปในหมู่นักการศึกษาปฐมวัย

ข้อจำกัดของการใช้การสังเกตพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ 
            นักการศึกษา Almy และ Genishi (1979 : 34-36) กล่าวว่าข้อจำกัดของการใช้การสังเกตพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ ส่วนหนึ่งมีความสัมพันธ์กับข้อจำกัดในความสามารถของมนุษย์เรานั่นเอง ในการบันทึกการสังเกตพฤติกรรมอย่างเป็นระบบนั้น ครูไม่ได้เป็นเพียงเครื่องจักรหรือเครื่องมือบันทึกที่จะบันทึกแต่เพียงข้อมูลที่ปรากฏให้เห็นด้วยสายตาเท่านั้น ครูเป็นมนุษย์ปุถุชนที่มีชีวิต จิตใจ เมื่อสิ่งใดก็ตาม ผ่านเข้ามาในประสบการณ์ ในบางครั้งครูอาจจะยอมรับ จดบันทึก บางครั้งอาจจะปฏิเสธ ไม่จดบันทึกลงไป ในบางครั้งอาจมีการสรุปข้อมูลที่ประสบพบเห็นโดย สัมพันธ์กับประสบการณ์เดิมของตน นอกจากนั้น เวลาและพละกำลังในการทำงานของครูแต่ละคนก็มีจำกัด ครูไม่สามารถที่จะบันทึกข้อมูลทั้งหมดที่ผ่านเข้ามาในประสบการณ์ของตนได้ ยิ่งกว่านั้น สิ่งสำคัญประการหนึ่งที่ครูพึงตระหนักเสมอก็คือ พัฒนาการของเด็กไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ในขณะที่เรากำลังศึกษาและสังเกตเด็กแต่ละคนนั้น เด็กมีการเติบโตและเรียนรู้อยู่ตลอดเวลาการเปลี่ยนแปลงของเด็กเกิดขึ้นเป็นประจำทุกวัน


ที่มา : นภเนตร ธรรมบวร. (2540). การประเมินผลพัฒนาการเด็กปฐมวัย. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

สรุปรายงานการประเมินแฟ้มสะสมผลงานอิเล็กทรอนิกส์ (e-portfolio)

 สรุปรายงานการประเมินแฟ้มสะสมผลงานอิเล็กทรอนิกส์ (e-portfolio) ผลประเมิน 5 คน ลิงก์ประเมิน https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLScea2zKM...